หัวหน้าแก๊งค์

 ตอน กระดึ้บ กระดึ้บ
 
 
 
 
 
 คำเตือน : นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาในแนวชายรักชาย หากไม่ประสงค์เสพกดปิดได้ที่มุมขวาบนค่ะ
 
 
 
 
 

การเติบโตของความสัมพันธ์ก็เปรียบเสมือนการเจริญเติบโตของผีเสื้อ เริ่มจากการเป็นไข่ ฟูมฟักให้เกิดเป็นตัวอ่อน ขยับขึ้นมาเป็นตัวหนอน เรื่อยไปจนเป็นดักแด้ ก่อนจะปริแตกเป็นผีเสื้อแสนสวยที่โผบินไปบนท้องฟ้า

 

หากถามถึงเสียงของการเจริญเติบโต ไม่แน่เสียงของมันอาจจะเป็นทำนองคล้าย “กระดึ้บ กระดึ้บ” ของตัวหนอนก็ได้

                                                                               

 

 

 

 

“พายบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมารับก็ได้ กลับเองได้ รถเมล์ก็มี เพื่อนก็มียกฝูงเนี่ย”

 

พายในชุดนักเรียนของโรงเรียนชื่อดังเอ่ยกับเจ้าของใบหน้าคมเข้มที่เพิ่งเหวี่ยงขาลงมายืนข้างบิ๊กไบค์คันโปรด ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพยักเพยิกไปทางกลุ่มเพื่อนที่เดินแบกกระเป๋าจาร์คอปหนังสีดำแบน ๆ ตามสไตล์ของเด็กกำลังเฮี้ยวตามหลังมาด้วย กิวเบนสายตามองกลุ่มเด็กกางเกงน้ำเงินของโรงเรียนเอกชนชั้นนำครู่นึง เมื่อหนึ่งในนั้นหันมาเห็นก็รีบยกมือไหวกันยกใหญ่พร้อมทั้งปรี่พาร่างของตนมายืนข้างเพื่อนแบบไม่ต้องมีใครรับเชิญ

 

“สวัสดีครับเฮียกิว วันนี้มารับไอ้เตี้ยอีกแล้ว”

 

“ธีร์! มึงว่าใครเตี้ย”

 

เด็กหนุ่มชื่อธีร์ที่เป็นผู้นำกลุ่มให้ยกมือขึ้นไหว้หัวเราะเสียงดังประสานกับเพื่อนคนอื่นที่ยืนอยู่รอบ ๆ

 

“ก็มึงเตี้ย จะให้โกหกว่าสูงก็ไม่ใช่ป่ะวะ” พูดจบก็เดินมากดหัวหัวคนตัวเล็กแล้วยีเสียจนผมสีดำขลับที่เคยเป็นทรงยุ่งไม่เป็นท่า โดยที่พายก็ได้แต่ปัดมือไปมาพร้อมสะบัดหัวหนี จังหวะนั้น วิน เพื่อนอีกคนในกลุ่มที่ตัวเล็กพอกันกับพายแต่มีบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในกลุ่มก็เดินมาตบไหลธีร์เบา ๆ เรียกความสนใจ แต่เห็นว่าแม้จะเรียกแล้วไอ้คนที่เอาแต่แกล้งเพื่อนยังคงไม่ยอมหยุด มือเรียวจึงจัดการโบกเน้นเข้าที่กลุ่มผมสีอ่อนไปหนึ่งทีจนเรียกเสียงโอดโอยได้ไม่น้อย

 

“วิน! ตบเราทำไมเนี่ย มือก็หนักตบเข้ามาซะแรง”

 

“เรียกแล้วไม่หันเอง เดี๋ยวโดนเฮียกิวฆ่ายัดถังไม่รู้ตัว”

 

คราวนี้เป็นทีพายที่ได้หัวเราะกับหน้าหงอ ๆ ของธีร์ยามเจอสายตานิ่งเฉยของกิวเข้าไป ธีร์ผงกหัวน้อย ๆ ให้กิวที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลเป็นการขอโทษแล้วหันกลับมายิ้มแยกเขี้ยวร้องแง่ง ๆ ใส่พายอีกครั้งก่อนจะเริ่มใช้คำพูดเชือดเฉือนกันต่อ ฝ่ายวินที่คอยคุมเชิงได้แต่สายหน้าไปมากับท่าทางเหมือนเด็กของทั้งคู่ ในห้องมันก็กัดกัน จะกลับบ้านมันยังไม่เลิกกัดกันอีก เหนื่อยใจจะพูดกับพวกมันจริง คิดแล้วก็ถอนหายใจยาวเลือกจะเดินแบกกระเป๋าออกไปทางประจำที่ตนใช้กลับบ้านพร้อมเรียกเพื่อนอีกสองคนที่ยืนหัวเราะอยู่ให้ไปด้วยกันกับตน “ไปเหอะตั้ม พี ปล่อยพวกมันไว้เนี่ยแหละ”

 

“โหยวิน ช่วยเราก่อนดิ เอาไอ้ธีร์ไปด้วย เอามันไป๊!”

 

พายดันอกเพื่อนตัวสูงพัลวัน แต่ไม่ต้องใช้ความพยายามเท่าไหร่นักเพราะอีกฝ่ายรีบปัดมือพายออกแล้วก้าวขายาวตามหลังเพื่อนสนิทอีกคนไปต้อย ๆ

 

“กูไม่อยู่กัดกับมึงต่อหรอก ไปแล้วเตี้ย เจอกันพรุ่งนี้ ไปนะครับเฮียฝากไอ้เตี้ยด้วย... วิน รอเราด้วยดิ เอากระเป๋ามาเดี๋ยวถือให้”

 

ธีร์รีบก้าวเท้ายาวไปดึงกระเป๋าของวินที่เดินนำไปก่อนแต่ก็ได้รับคำตอบปฏิเสธกลับมา “ไม่เป็นไรเราถือได้... ไปนะพาย เจอกันพรุ่งนี้ ไปนะครับเฮียกิว” ไม่ลืมหันไปบอกลาพายด้วยรอยยิ้มและไหว้พี่ชายหน้าหล่อที่ช่วงนี้เห็นมารับเพื่อนตัวเองอยู่บ่อย ๆ ถึงคนอื่นจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เพื่อนพี่ชายจะมารับพายด้วยตัวเอง แต่สำหรับวิน เขาพอจะคาดเดาถึงสาเหตุได้แม้เพื่อนตัวน้อยจะยังไม่พูดออกมา แต่ตนก็ไม่คิดจะถามก่อนแต่อย่างไรด้วยไม่อยากจะให้พายต้องอึดอัด

 

ด้านกิวหลังพยักหน้ารับคำลาจึงเบนความไปสนใจไปยังพายที่ยืนหัวยุ่งหน้ามุ่ยมองตามหลังเพื่อนสนิทของตนที่ค่อย ๆ เดินห่างไป ฝ่ามือใหญ่วางปุลงบนกลุ่มไหมสีดำละเอียดแล้วยีอย่างเบามือเรียกให้น้องหันกลับมามองตน

 

“ไปกินข้าวกัน แล้วเดี๋ยวไปส่ง พี่บอกพัฟแล้ว”

 

"....วันนี้พายไม่เลือกนะ ให้พี่กิวเลือก ตกลงก่อนพายถึงจะไป"

พักหลังมานี้กิวจะมารับพายเสมอ แม้ว่าพายจะพูดอยู่ทุกครั้งว่าตนกลับเองได้ จริงอยู่ที่การมีกิวมารับนั้นย่อมสบายกว่าอยู่แล้ว แต่เขาก็เกรงใจเพราะโรงเรียนที่กิวเรียนอยู่หรือก็คือโรงเรียนเดียวกับพี่พัฟมันอยู่คนละฟากฝั่งกับโรงเรียนของเขาเลย แถมแถวนี้เรียกได้ว่าเป็นย่านใจกลางเมืองไม่มีปัญหาเรื่องการหารถกลับบ้านเท่าไหร่ แม้ว่าการกลับบ้านโดยรถโดยสารประจำทางจะยาวนานเพราะการจราจรเสมอก็ตาม

เดิมทีพายก็ไม่คิดหรอกว่าคนตัวโตตรงหน้านี้จะมารับกลับบ้านทุกวันอย่างที่ลั่นวาจาไว้ เพราะขนาดพี่พัฟยังขี้เกียจมารับเลยแค่มาส่งเพราะเป็นทางผ่าน จะนับประสาอะไรกับพี่กิวที่บ้านก็คนละฝั่ง แถมไม่มีความจำเป็นจะต้องมาทางนี้อีก แต่สุดท้ายตั้งแต่วันที่สองที่เจอกันยันวันนี้พี่กิวก็ยังมารับอยู่เสมอ ช่วงแรกก็ทิ้งให้ขับรถตามกลับไปเองพอหลัง ๆ พายก็ใจอ่อนยอมที่จะติดสอยห้อยท้ายกลับบ้านด้วย อาจจะเพราะคำพูดที่ตนก็เอ่ยบอกไปว่าจะให้โอกาสอีกฝ่ายได้ลองทำความรู้จัก แต่ยังไงก็ขอให้ได้บ่นสักนิดก็ยังดี

ดวงหน้าน่ารักเงยหน้ามองใบหน้าคมที่กำลังรอประสานสายตาอยู่ คนตัวเล็กกว่ายักคิ้วอย่างเป็นต่อหลังเอ่ยประโยคต่อรองแล้ว เนื่องจากทุกครั้งที่พี่กิวจะพาไปกินข้าวเขาจะต้องเป็นคนเลือกทุกครั้ง ซึ่งบางทีก็ขี้เกียจจะคิดไงว่าต้องไปไหน เพราะงั้นก็โยนให้คนตัวโตกว่านี่แหละ

".....ก็ได้ งั้นกินอาหารญี่ปุ่น"

"โหยของชอบเลย แต่ว่าแพง ไม่เอาดีกว่าตอนนี้พายไม่มีเงิน" ทำเสียงอิดออดอย่างเสียดาย เดือนนี้เงินที่ได้จากที่บ้านไม่พอใช้เพราะเอาไปซื้อของที่อยากได้หมดแล้ว แถมยังไม่อยากเบียดเบียนขอเงินคุณแม่เพิ่มอีก

"พี่เลี้ยง"

จบคำว่า 'พี่เลี้ยง' เท่านั้นคนตัวเล็กก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้มตาหยีให้หนึ่งที เปลี่ยนจากฝ่ายงอแงเป็นเร่งให้กิวรีบสตาร์ทรถแล้วปีนไปคร่อมเบาะขนาดใหญ่เอาไว้พลางรับกระเป๋านักเรียนของอีกฝ่ายมากอดรอด้วย ความเกรงใจที่มีในตอนแรกหายไปหมดแล้วเมื่อรู้ว่าจะได้กินของชอบ ก็พี่เขาเป็นคนเสนอพายก็เป็นเด็กดีตามใจพี่เขาไง พายไม่ได้ขี้งกนะ เปล่าเล๊ย





"พี่กิวก็พามาหรูเกิน... จะได้เข้ามั้ยเนี่ย?"

คนตัวเล็กบ่นขณะก้าวขาลงจากรถอย่างระมัดระวังพร้อมส่งหมวกกันน๊อคใบใหญ่คืนให้เจ้าของรถ กิวพาพายซิ่งรถมาไม่นานนักจากโรงเรียนเอกชนชั้นนำถึงห้างหรูที่เพิ่งสร้างใหม่ย่านใจกลางกรุง ตอนแรกนึกว่าจะพาไปอีกที่ เล่นมาโผล่ที่นี่รปภ.จะให้เข้าไหมก็ไม่รู้

"พามาก็อยากให้มาที่ดี ๆ ยังบ่นอีก"

"อ้าว ก็ถ้าโดนไล่ออกมานี่หน้าแหกกันเลยนะครับคุ๊ณ เอ้อ... พี่กิวก้มมาหน่อยสิครับ หัวหรือรังนกนี่แทบจะแยกไม่ถูกเลย"

พายว่าพลางกวักมือเรียกหยอย ๆ  เห็นแบบนั้นคนตัวโตกว่าจึงย่อเข่าให้ความสูงของทั้งคู่เกือบใกล้เคียงกัน ปล่อยให้มือเล็กจัดเส้นผมสีดำตัดสั้นที่ชี้ฟูไม่เป็นทรงจากการถอดหมวกกันน๊อคของตนอย่างไม่ว่าอะไร ปล่อยน้องจัดแต่งผมไปก็ลอบมองใบหน้าจริงจังยามที่กำลังวุ่นวายกับหัวของตนไปด้วย กิวยิ้มมุมปาก รู้สึกดีกับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้แม้จะรู้สึกเมื่อยขาอยู่บ้างก็ตามที

 

“มองอะไรครับ เสร็จแล้ว ไปกันเนอะ”

 

แขนเรียวกระชับประเป๋าสองใบที่ถือมาตลอดทางให้เข้าที่ คิดว่าจะถือให้แทนคำขอบคุณที่พามากินข้าว แต่กลับโดนแรงยื้อจากด้านหลังแรงเสียจนกระเป๋าของตนติดไปอยู่ที่มือของกิวด้วย คนตัวเล็กเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย “เดี๋ยวถือให้” กิวตอบแล้วก็ตัดบทก่อนที่จะโดนท้วงด้วยการบอกว่าตนหิวให้รีบไปหาร้านกันดีกว่า

 

 

 

 

 

สองหนุ่มผ่านด่านรปภ.ที่พายกังวลหนักหนาเข้ามาได้ด้วยดี วันนี้ในห้างสรรพสินค้าคนไม่เยอะมากเท่าไหร่ อาจเนื่องจากเป็นเวลาเย็นของวันธรรมดา และระดับราคาสินค้ามันสูงจนมีเพียงแค่บุคคลเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาใช้บริการ พายไม่เคยมาห้างนี้เหมือนกัน เพราะปกติตนกับเพื่อนจะเลือกไปอีกที่ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่สำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะจึงออกจะตื่นตะลึงกับความสวยของการจัดแต่งร้านแต่ละแห่งไม่น้อย แล้วก็หวั่นไปด้วยว่าร้านอาหารญี่ปุ่นที่อีกคนจะพาไปมันจะหรูมากเกินจนกินไม่ลงหรือเปล่า เดินวนอยู่โซนชั้นอาหารไม่นานกิวก็พาดแขนลงบนบ่าเล็กแล้วออกแรงพาร่างเล็กให้เดินไปดูเมนูที่ถูกตั้งไว้หน้าร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ดังที่อยู่ไม่ไกลนัก พายเหล่มองเจ้าของมือใหญ่ที่เดินอยู่ข้างกันโดยสีหน้ายังนิ่งไม่เปลี่ยน เนียนนะพี่กิว เห็นหน้านิ่งแบบนี้ล่ะเนี่ยนัก

 

“พี่กิวคิดว่าพายหนักมั้ย?”

 

“ตัวเล็กขนาดนี้คงไม่หนักไปกว่าพี่หรอก”

 

แน่ะ... คนเขาไม่ได้หมายถึงน้ำหนักตัว รู้ทั้งรู้แท้ ๆ แต่ก็ยังจะตอบยั่วให้ต้องถลึงตาใส่เสียอีก

 

“พายหมายถึงแขนพี่เนี่ย วางแบบนี้คิดว่าหนักมั้ย?”

 

“ไม่หนักหรอก ขนาดใจพี่ยังรับได้แค่แขนคงไม่หนักเท่าไหร่”

 

พายหันควับไปมองเจ้าของประโยคโคตรเสี่ยวชนิดที่วินมอเตอร์ไซค์แถวบ้านคงยังไม่กล้าพูดแซวสาว สลับกับใบหน้าแดงก่ำของพี่บริกรสาวที่ยืนรอเพื่อต้อนรับลูกค้าผู้มาใหม่ทั้งสองที่น่าจะได้ยินประโยคเมื่อคู่นี้ชัดเต็มสองรู้หูแน่ ๆ เมื่อรู้อย่างนั้นดวงหน้าขาวก็เริ่มขึ้นสีทีละนิด ฝ่ามือเล็กฟาดอย่างแรงบนท่อนแขนที่วางพาดบ่าตนแล้วรีบชิ่งเดินเข้าร้านแบบไม่รอให้ตกเป็นเป้าสายตานานมากไปกว่านี้

 

โต๊ะด้านในสุดถูกเลือกเป็นที่นั่งของทั้งสอง หลังสั่งอาหารเซตใหญ่แบบจัดหนักกะจะให้คนที่เอ่ยปากว่าเลี้ยงต้องล่มจมสมใจอยาก พายก็นั่งมุ่ยหน้ามองท่าทีการสั่งอาหารแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างขัดใจ จนเมื่อบริกรสาวรับรายการอาหารเสร็จก็ปลีกตัวไป พายจึงได้เริ่มเปิดปากคุยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พี่กิว พายบอกแล้วไงว่ามุกเสี่ยว ๆ ทำพายขนลุกซู่ ๆ แล้วนี่คนอื่นเขาจะมองยังไงเนี่ย”

 

“ก็เรื่องของเขา”

 

กิวเท้าคางประสานสายตากับคนตรงหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงไม่ใครสนใจอะไร กลับเป็นพายที่ต้องถอนหายใจยาว ๆ ออกมา ก็พอจะรู้ว่าคนอย่างพี่กิวคงไม่สนใจเรื่องสายตาคนรอบข้างอยู่แล้ว แต่ถามพายมั้ยเนี่ยว่าพายสนใจมั้ย

 

“พี่กิว... มีเหตุผลดิ๊ พายไม่รังเกียจหรอกนะที่พี่จะทำตัวเสี่ยวผิดหน้าตาใส่พาย...” พูดแล้วหยุดไป เบนสายตาหลบไปมองที่วางตะเกียบด้านข้างแทน ฟันเล็ก ๆ ขบริมฝีปากอย่างชั่งใจ ก่อนจะพูดต่อออกมารัว ๆ “แต่โดนมาก ๆ คนมันก็อายเข้าใจป่ะวะ มันเสียเชิงชายที่ต้องมาโดนหยอดมุกเสี่ยวใส่ตลอดเวลาเนี่ย!”

 

เมื่อได้ฟังคำตอบที่แสนมีเหตุผลจากปากคนที่นั่งหน้าแดงทำเมินไปมองไปที่อื่นไม่ยอมสบตาตน กิวก็หลุดมาด ขำอยู่ในลำคอเสียนาน ฝ่ายพายพอได้ก็เขินหนักกว่าเดิม ความรู้สึกเขินอายยิ่งพุ่งขึ้นเสียจนหน้าเห่อร้อนไปหมด คนเขาเครียดนะเว้ย ยังจะมาหัวเราะอีก มันเพราะใครกัน เพราะใคร

 

“เออ หัวเราะไปนะ หัวเราะให้ขาดใจตายไปเลย”

 

“อนุญาตแล้วนะ... หึหึ”

 

“พี่กิว!”

 

ดวงตากลมโตถลึงจนมันโตหนักกว่าเดิม คงจะคิดว่าทำหน้าแบบนั้นแล้วคนที่ยังขำอยู่จะกลัวจนเลิกขำ ไม่ได้รู้เลยว่าหน้าแดง ๆ ปากกลมที่ยื่นเสียจนมันจะแบะแบบนั้นมันน่ารักเกินกว่าจะกลัวได้ ไม่เข้าใจเลยว่าไอ้พัฟมันเลี้ยงน้องมันมายังไงถึงได้เป็นเด็กน่ารักเสียขนาดนี้ คิดแล้วก็ยิ่งยิ้ม มองคนตรงหน้าที่ยังจ้องมาอย่างเอาเรื่องแล้วอดไม่ไหวต้องยื่นมือไปยีหัวกลม ๆ นั่นอีกครั้งอย่างเอ็นดู คงเป็นช่วงที่เขาเรียกว่าหลงเด็กหัวปักหัวปำซะล่ะมั้ง ถึงได้ทำอะไรมันก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไปเสียหมด เย้าเล่นไปสักครู่ตัวช่วยของกิวก็มาถึงเมื่อพนักงานค่อย ๆ นำอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟเสียจนเต็มโต๊ะไปหมด เต็มเสียจนคนที่สั่งชักเริ่มหวั่นใจว่าจะกินกันหมดหรือเปล่า พายมองของโปรดที่วางอยู่รอบโต๊ะอย่างตื่นเต้นยินดี จากอารมณ์เขินเมื่อครู่กลายเป็นอารมณ์ตื่นเต้นไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไรก่อนดี

 

ตะเกียบคู่เก่งในมือคีบปลาดิบคำโตมาจิ้มซอสแล้วส่งเข้าปาก ก่อนทำหน้ามีความสุขสุด ๆ แบบที่คนมองยังต้องสงสัยว่าอะไรมันจะสุขขนาดนั้น

 

“อร่อยขนาดนั้น?”

 

เมื่อได้ยินคำถามหัวกลมจึงพยักหน้าอย่างแรงเสียจนผมกระจายไปมา ก่อนตะเกียบคู่เดิมจะคีบเอาปลาแซลม่อนชิ้นสวยยื่นให้ พร้อมกับที่พายทำหน้าทำตาแบบที่แปลได้ว่าต้องลองชิมด้วยตัวเอง ตอนแรกกิวตั้งใจจะส่งชามแยกไปรับ แต่เมื่อคิดอีกทีเจ้าตัวก็จับมือเล็กไว้มั่นแล้วยื่นหน้าไปรับปลาแซลม่อนเข้าปากก่อนผละมาเคี้ยว มองเมินเจ้าของดวงตาที่เบิกกว้างกับการกระทำอุกอาจของตนแล้วเริ่มจัดการคีบอาหารเข้าปากสลับกับตักใส่จานของคนที่บอกว่าชอบกินอาหารญี่ปุ่นไปด้วย มีบางคราวพอสบโอกาสก็หาเศษหาเลย(?)จากน้องไปด้วย

 

 

 

 

เสียงเครื่องยนต์ของรถบิ๊กไบค์คันโตหยุดลงที่หน้าบ้านเดี่ยวประตูแสตนเลสหลังใหญ่ พายก้าวขาลงมายืนข้างตัวรถพร้อมถอดหมวกกันน๊อคคืนให้ และรับกระเป๋าของตนกลับมาถือ ไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณเจ้ามือที่พาไปเลี้ยงข้าวเย็นวันนี้ด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง

 

“ขอบคุณนะครับพี่กิวที่เลี้ยง อร่อยมากอ่ะ แต่สงสัยสั่งมาเยอะไปเกือบกินไม่หมด”

 

“มากเหอะ กินเข้าไปได้ไงวะ ตัวก็แค่นี้”

 

“ก็ชอบไง อร่อยจะตายพี่กิวไม่ชอบเหรอ”

 

จบประโยคก็มองจ้องใบหน้าคมผ่านความมืด ตอนนี้ปาเข้าไปสองสองทุ่มแล้วยังดีที่ไฟหลวงติดไม่ไกลจากบ้านพายนักจึงทำให้แสงส่องถึงจุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่ กิวเงียบไปเพื่อคิดสักครู่ก่อนส่ายหน้า

 

“ไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น”

 

“อ้าว แล้วพี่พาพายไปกินทำไม ทำไมไม่ไปร้านอื่น”

 

พายเหวอจนไปต่อไม่ถูก สรุปที่ช่วยกันกินช่วยกันยัดเข้าไปนี่ไม่ได้ชอบหรอกเหรอ แต่เห็นตักอะไรให้ก็กินไม่บ่นอะไรเลยสักคำ แล้วทำไมต้องเสนอให้ไปร้านอาหารญี่ปุ่นถ้าหากว่าตัวเองไม่ได้ชอบกินด้วย แบบนี้มันเหมือนตัวเองไปหลอกกินฟรีอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ได้ถามก่อนว่าคนที่จะเลี้ยงเสนอสิ่งที่ตัวเองชอบมาหรือเปล่าแต่กลับตอบรับไปเลย แถมมื้อนี้ก็ไม่ใช่ถูก แบงค์สีเทาสองใบถูกใช้ไปกับอาหารชุดใหญ่ที่อยู่ในกระเพาะ

 

“.....เพราะพายชอบเลยอยากพาไป”

 

เห็นหน้าซึม ๆ เหมือนคนรู้สึกผิดของน้องจึงยอมปริปากบอก “ถามพัฟมาว่าพายชอบอะไร พัฟบอกไม่อาหารอีสานก็อาหารญี่ปุ่น แต่อยากให้กินดีหน่อยเลยเลือกอาหารญี่ปุ่น”

 

คำตอบที่ได้รับทำเอาพายอึ้งไป เงยหน้ามองสบกับดวงตาสีดำเข้มที่เมื่อจ้องมองก็รู้สึกเหมือนจะโดนดูดเข้าไปได้ง่าย ๆ ในอกสั่นไหวเป็นจังหวะที่ผิดแปลกไป ความรู้สึกร้อนวูบวาบตีขึ้นมาจากช่องท้องจนถึงแก้มเนียนลามไปถึงใบหู ไม่คิดเลยว่าคำพูดและการกระทำที่เหมือนเรื่องปกติจะทำให้ตนรู้สึกแบบนี้ได้ พายยอมรับว่าช่วงเวลาไม่นานนักที่มีพี่กิวเข้ามาในชีวิตมันมีเรื่องที่ทำให้พายรู้สึกว่าตนแปลกไปอยู่บ่อยครั้ง จะว่าพายใจอ่อนไปชอบพี่กิวแล้วหรือเปล่า พายคิดว่ามันไม่ใช่ มันเป็นความรู้สึกดี ๆ ในแบบที่ยังไม่ถึงขั้นใช้คำว่าชอบ

 

พายนิ่งเงียบไม่เอ่ยอะไรออกไปเพียงแต่ยื่นประสานสายตาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเสียงมือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นดึงความสนใจให้ผละจากกิวได้ มือเล็กหยิบเครื่องมือสื่อสารมามองชื่อบนหน้าจอ เมื่อเห็นว่าเป็นพี่ชายตัวเองก็รับเลื่อนหน้าจอรับ

 

“ฮัลโหลพี่พัฟ อื้อ... พายอยู่หน้าบ้านแล้ว... กับพี่กิว... อือ ครับ เดี๋ยวพายรอ”

 

ตกลงกับปลายสายเสร็จก็เก็บโทรศัพท์เข้ากางเกงเหมือนเดิม พายสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สบตากับคนที่มองตอบกลับมาอยู่เหมือนกัน พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ผละสายตาไปจากหน้าตนคนตัวเล็กก็รู้สึกเขินขึ้นมาอีกครั้ง รีบเอ่ยปากไล่ให้อีกฝ่ายกลับบ้านเพราะพี่ชายจะลงมารับแล้ว

 

“ขอบคุณอีกรอบนะครับพี่กิว พี่กลับเลยก็ได้นะเดี๋ยวพี่พัฟก็ลงมาแล้ว”

 

“รอพัฟมาก่อน มีเรื่องเกี่ยวกับพายจะถามมัน”

 

น้องน้อยทำสีหน้างุนงง ถามเรื่องตัวเอง? อยู่ด้วยกันเป็นชั่วโมงไม่ถาม จะไปถามพี่พัฟเพื่ออะไรล่ะ จึงเอ่ยปากไปด้วยความสงสัยไม่น้อย “อ้าว... เรื่องพายก็ถามพายดิ ไปถามพี่พัฟทำไมล่ะ?”

 

ฝ่ายกิวพอได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วมอง ทำสีหน้าเหมือนจะถามกลับว่าถามได้เหรอ ยิ่งมองสีหน้านิ่งแต่การกระทำช่างกวนแสนกวนของเพื่อนสนิทพี่ชาย พายก็อดไม่ได้ต้องยื่นปากมุ่ยหน้าใส่อีกรอบ กวนตั้งแต่เจอหน้ากันยันจะหมดวัน พี่กิวต้องประสาท นิสัยถึงได้ไม่นิ่งเหมือนหน้า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด

 

“ที่พี่จะถามพัพ เพราะพี่อยากจะรู้ว่า......” ทิ้งปลายเสีนงให้อีกคนได้สงสัย

 

“ว่า... พี่กิวอย่ามากวนพายสิ”

 

เห็นสีหน้าไม่พอใจแบบเด็ก ๆ กิวก็ต้องยิ้มเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน ก่อนจะเลิกกวนน้องน้อยให้ขุ่นข้องใจ แต่ดูท่าพอฟังคำตอบแล้วพายอาจจะอยากให้กิวกับพัฟไปคุยกันเองสองคนมากกว่ามาถามจากเจ้าตัวเสียแล้ว เพราะพอได้ฟังวงหน้าใสที่เคยขึ้นสีระเรื่อเมื่อก่อนหน้านี้แล้วจางหายไปบัดนี้มันถึงขีดสุดขององศาที่ใบหน้าจะรับได้จนต้องระเบิดตู้มกลายเป็นสีแดงสดกระจายอยู่ทั่วหน้า พร้อมปากที่อ้าพะงาบ ๆ เหมือนปลากำลังจะขาดอากาศหายใจ

 

 

 

“พี่อยากจะรู้ว่าคนบ้านนี้เขาเลี้ยงลูกชายคนเล็กกันยังไงถึงได้ปล่อยให้ลอยหน้าลอยตาทำตัวน่ารักใส่พี่แบบนี้เนี่ย”

 




To be continue
 
 
 ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■
 

 

 มาต่อก่อนที่จะลืมกันค่ะ 555555555

 

หลังจากไม่มีกำลังใจจะแต่งนิยายและฟิคเพราะเจอจุดพีคในชีวิต(?)เข้าไป ตอนนี้ก็ได้ฤกษ์มาต่ออีกครั้งค่ะ

 

ตั้งใจจะเอาเนื้อหาให้มากขึ้นในตอนต่อไป หวังว่าตัวเองจะทำได้นะ!

 

ขอบคุณที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet