หัวหน้าแก๊งค์
 
ตอน เรื่องราวดี ๆ
 
 
 
 
 
 คำเตือน : นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาในแนวชายรักชาย หากไม่ประสงค์เสพกดปิดได้ที่มุมขวาบนค่ะ
 
 
 
 
 

ในช่วงชีวิตของคน ๆ นึงย่อมต้องได้เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายปะปนกันไป เราไม่สามารถเลือกได้ว่าอยากจะหลีกหนีเรื่องเลวร้ายรับเพียงแต่เรื่องที่ดีที่สร้างรอยยิ้มและกำลังใจ 

 

แต่คงจะดีไม่น้อยเราสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ใครมาอยู่เคียงข้างเพื่อจะผ่านเรื่องราวในแต่ละวันไปด้วยกัน 

 

 

 

 

 

                กลางดึกของคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ เส้นทางเลียบทางด่วนสายมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองไม่มีรถวิ่งผ่านมากเช่นปกติจึงเป็นโอกาสดีที่กองทัพรถมอเตอร์ไซค์ซิ่งจะมารวมตัวกันเพื่อท้าประลองความเร็ว บางกลุ่มก็มาเพียงเพื่อร่วมชมการแข่งขัน และมีไม่น้อยที่มารวมตัวกันเพื่อรับส่งสินค้าชั้นดีที่มีปล่อยออกมาไม่มากนักก่อนจะส่งทอดตลาดเพื่อทำการปรับเปลี่ยนโฉมก่อนนำไปขายต่อ ลำโพงตัวใหญ่ที่ถูกติดตั้งไว้กับหลังรถกระบะดังกระหึ่มด้วยเพลงสากลดนตรีสนุกไม่ขาดสาย พื้นที่ไม่ไกลจากนั้นก็เป็นสาวน้อยร่างบางหน้าตาระดับนางแบบนิตยสารวัยรุ่นยืนเต้นเรียกสีสันในการแข่งนัดนี้  แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่น่าสนใจแม้แต่น้อยสำหรับคนที่นั่งเช็คตัวถังรถอยู่กับกลุ่มเพื่อนเพื่อเตรียมตัวลงแข่งในรอบต่อไปที่จะมาถึงในไม่กี่รอบที่จะถึงนี้

 

                “ไม่น่าจะไหวว่ะกิว เมื่อวานมึงเอานินจาไปสีจนถังน้ำมันรั่วเลย มึงลงตอนนี้โคตรอันตราย”

 

                รูทที่เช็คทั่วบิ๊กไบค์คันใหญ่ของเพื่อนส่ายหน้าไปมา ถ้าไม่นับรอยขีดข่วนจากการชนครั้งก่อนทุกชิ้นส่วนปกติดีทุกอย่างสามารถลงแข่งได้ แต่พอมาเช็คถังน้ำมันถึงได้รู้ว่ามีรูรั่วซึมเล็ก ๆ ที่มองข้ามไป ถ้ามันขับแล้วเกิดล้มหรือชนขึ้นมาด้วยแรงบิดขนาดรถแข่งกับแรงสีอาจจะทำให้ไฟลุกท่วมคันได้

 

                “...เอาอะไรอุดไปก่อน รอบนี้เงินเยอะแบ่งกันคงหยุดขายได้สักพัก”

 

                “กาวซีเมนต์คงพอได้ แต่มันต้องรอเป็นวันถึงแห้ง...”

 

                “ช่างมัน มึงอุดไปเลย”

 

                คนตัวเล็กในชุดนักศึกษาเบ้ปาก มันสั่งซะเหมือนจะอุดแป๊บเดียวได้มันต้องใช้เวลามึงเข้าใจไหมเนี่ย... แต่จะให้โต้ตอบก็คงไม่ฟังด้วยรู้นิสัยเพื่อนดี นายช่างจำเป็นเลยต้องตะโกนสั่งลูกน้องในกลุ่มให้ไปจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในทันที แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มลงมือร่างสูงของเพื่อนอีกคนก็เดินฝ่าวงล้อมเข้ามาด้วยท่วงท่าสบาย ๆ แบบไม่แคร์ใครแม้ว่าเมื่อครู่เกือบจะเอาขายาว ๆ พาดหัวเด็กในกลุ่มที่นั่งขวางทางอยู่

 

“คิดว่ามึงหล่อมากเลยดิถึงได้เดินแหวทางมาขนาดนั้น” รูทแขวะไปหนึ่งดอกด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะนึกถึงหน้าน้องชายของอีกฝ่ายที่ตนรู้สึกถูกชะตาด้วยเหลือเกิน “แล้วมากับใครเนี่ย น้องมึงมาป่ะ?”

 

“เปล่า วันนี้แม่กลับบ้านมันเลยระริกระรี้จะให้แม่สอนทำเค้ก..... ทำให้กูแดกไม่ต้องมองแบบนั้นเลย” รีบพูดขัดเมื่อเห็นดวงตาทอประกายอย่างมีความหวัง เห็นว่าช่วงนี้รูทโทรศัพท์คุยกับน้องบ่อยคงจะรู้แล้วว่างานอดิเรกของน้องชายคือการทำขนมหวาน ที่ทำหน้าแบบนั้นก็คงคาดหวังว่าตัวจะได้กินด้วย

 

“ขี้หวงว่ะ...” รูทเบ้ปาก เขยิบตัวหนีห่างจากพัพที่ทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างด้วยความน้อยใจแบบไม่สมอายุ ฝ่ายพัพที่เห็นว่าเพื่อนเขยิบหนีก็เขยิบตามเหมือนจะแกล้ง จนเจอสายตาเขียวปั้ดที่เหมือนจะขู่ให้รู้ว่าถ้าเข้ามาใกล้อีกนิดไขควงในมือจะเหวี่ยงไปฟาดหัวโต ๆ นั่นแน่

 

กิวซึ่งกำลังยืนจุดบุหรี่เหล่มองเพื่อนทั้งสองคนที่นั่งแง่งอนกันเหมือนคู่แต่งงานใหม่แล้วส่ายหน้า รูทกับพัพทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระเสมอ จะเรียกทะเลาะก็ไม่ถูก เหมือนเจ้าตัวไปแหย่เขาแล้วพอโดนแหย่กลับก็ไม่พอใจเสียเอง นิสัยเหมือนเด็กประถมเกเรที่ชอบแกล้งคนอื่นไปทั่วแต่พอโดนแกล้งก็วิ่งไปฟ้องพ่อแม่ประมาณนั้น กิวส่ายหน้ากับการกระทำของเพื่อนทั้งสองคน อย่างไรเสียคู่นี้ดูแล้วเพลินตามากกว่าจะชวนหงุดหงิด จะว่าไปแล้วตอนที่รู้ว่าน้องชายของเพื่อนจะทำขนมตนก็คิดไม่ต่างกับรูทเท่าไหร่ คล้ายกับว่าหวังให้ตนได้กินขนมชิ้นที่น้องทำชิ้นนั้นล่ะมั้ง? ใครก็อยากจะชิมฝีมือของคนที่ตัวเองชอบทั้งนั้นแหละ

 

ใช่... กิวกำลังชอบน้อง น้องชายของเพื่อน น้องที่ชื่อพายที่บังเอิญเข้ามาช่วยเขาเอาไว้ในตอนที่เขากำลังตกที่นั่งลำบากอยู่พอดี

 

                เขาเจอกับน้องครั้งแรกเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว เช้าวันนั้นกิวอารมณ์เสียจากเรื่องเดิม ๆ ที่ต้องเจอเป็นประจำทุกเช้า ความห่างเหินในครอบครัว คำพูดที่เหมือนจะให้กำลังใจแต่ที่จริงแล้วเป็นการกดดันด้วยความหวังเพียงฝ่ายเดียว ทุกสิ่งรวมตัวกันจนทำให้เขาหงุดหงิดเสียจนเบี่ยงทิศทาง จากที่ตั้งใจจะไปโรงเรียนเพื่อพบเจอคนในกลุ่มเขากลับเลี้ยวรถไปตามซอกซอยที่รู้ว่าเป็นแหล่งขายสินค้าชั้นดี โก่งราคาให้มากเข้าไว้แม้ใจจะไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าจะขายมันได้ในราคาเท่าไหร่ แต่คงเพราะเขาใช้อารมณ์มากไปหน่อยจึงเกิดศึกปะทะกันในตรอก ความจริงจะสู้พวกขี้ยาแค่ 2-3 คนมันไม่ใช่เรื่องยาก หากความรู้สึกอยากสู้มันไม่มี เลยยอมเป็นผู้ถูกกระทำเอาง่าย ๆ นอนรับความเจ็บปวดที่โดนยัดเยียดให้แบบไม่ใส่ใจร่างกายตนเอง

 

                แต่แล้วเสียงโวยวายรอบตัวก็เงียบไป เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกระทั่งรู้สึกถึงความนิ่มของสิ่งที่เขานอนทับอยู่และเสียงงึมงำเบา ๆ ว่าเขาตายแล้วหรือยัง ตอนนั้นแหละที่กิวลืมตามองแล้วจึงได้สบเข้ากับดวงตาคู่โตที่มองตอบกลับมา ตกใจเล็กน้อยจนเมื่อคน ๆ นั้นบอกว่าจะตามรถพยาบาลให้ตอนนั้นถึงได้รู้ตัว รีบบอกให้ผู้มีพระคุณโทรเรียกเพื่อนตัวเองแทน ระหว่างนั้นเขาก็เฝ้ามองใบหน้าที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามอารมณ์ของอีกฝ่าย คนตรงหน้าเป็นเด็กผู้ชาย หน้าตาเหมาะจะเรียกว่าน่ารักมากกว่าหล่อสมวัย ดูจากชุดแล้วคงจะเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่บริเวณใกล้กับซอยนี้ และชั้นเรียนน่าจะเด็กกว่าเขาปีสองปี คำพูดคำจาฉะฉานไม่กลัวใคร คงจะใจนักเลงไม่น้อย แค่กล้ามาช่วยเขาที่โดนรุมอยู่ก็ถือเป็นข้อพิสูจน์ได้แล้ว

 

กิวไม่ละสายตาจากทุกการกระทำจนกระทั่งเด็กชายหันมาถลึงตาใส่แล้วจ้องตอบเขา ตากลมคู่สวยสีเข้มนั้นเหมือนจะดึงดูดกิวเข้าไปยังอีกโลกที่ตนไม่เคยก้าวเข้าถึง มองหน้าเขาได้สักพักน้องก็ยิ้มร่าเหมือนคิดอะไรได้ซึ่งนั่นทำให้กิวขนลุกวาบไม่น้อย พอถามไปเจ้าตัวก็ตอบมาว่า

 

“พยาบาลเบื้องต้นไงคุณ ไม่รู้จักเหรอ”

 

ไม่เคยรู้สึกตัวว่าตนโง่มาก่อนเลยจนมาเจอเด็กคนนี้ ระหว่างที่กำลังอึ้งน้องก็บรรจงแปะพลาสเตอร์ลายน่ารักที่ถ้าเป็นตนทำเองคงไม่มีวันหยิบขึ้นมาติดเด็ดขาดแปะให้อย่างดี ถ้าเขาจะเป็นบาดทะยักตาย หรือติดเชื้อตายก็คงเป็นเพราะการพยาบาลเบื้องต้นนี่แหละ แน่นอนว่าหลังจากนั้นเขาก็โดนรูทขำเรื่องสติ๊กเกอร์ไปเป็นอาทิตย์ และหลังจากจัดการทำแผลแบบที่เจ้าตัวบอกให้เขาเสร็จน้องสามารถทิ้งเขาไว้ในซอยแล้วไปเรียนต่อก็ได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดเลยด้วยซ้ำ แต่น้องกลับเลือกจะนั่งรอ อยู่เป็นเพื่อนคุยด้วย ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ว่าเด็กที่กล้ามาช่วยเขาคนนั้นชื่อพาย แล้วมารู้ทีหลังตอนทั้งสองมารับนั่นแหละว่าพายคือน้องของพัพ เพื่อนสนิทอีกคนของเขา และเหตุการณ์นั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กิวพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตน้อง

 

คิดถึงตรงนี้นิ้วที่คีบบุหรี่ไว้ก็ชะงัก กิวทิ้งบุหรี่ที่สูบไปไม่ถึงครึ่งลงพื้นแล้วดับมัน เขาลืมไปว่าพายไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ เวลาไปรับไปส่งน้องแต่ละทีถ้าได้กลิ่นบุหรี่คนตัวเล็กมักจะไอค่อกแค่กจนเขารู้สึกผิดอยู่เสมอ ช่วงหลังมานี้กิวจึงพยายามลดบุหรี่ลง ให้เลิกเลยมันคงไม่ได้แต่ลดลงก็ไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก

 

“ไง คุณชายกิว ลูกชายท่านประธานใหญ่ ได้ข่าวว่ารถพังไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ไหงมาโผล่หน้าให้เห็นแบบนี้ล่ะ”

 

 คิ้วเข้มกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดไม่รื่นหูสักเท่าไหร่ ตาคมเหลือบมองเจ้าของประโยคจึงเห็นว่าเป็นคู่อริทั้งทางธุรกิจและการแข่งรถของตน ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดร่างสูงจากที่ยืนพิงกำแพงก็เดินเลี่ยงกลับไปหากลุ่มเพื่อนของตน หากการกระทำดังกล่าวคงเหมือนการหักหน้าอีกฝ่ายที่ตั้งใจจะมาหาเรื่องเต็มที่ไหล่กว้างจึงถูกรั้งไว้แล้วกระชากให้หันกลับไปมองหน้าอีกฝ่าย “เฮ้ย! มึงคิดว่าเคยชนะเข้าหน่อยจะหยิ่งไม่คุยกับกูหรือไงไอ้กิว!”

 

เสียงโวยวายเรียกความสนใจจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในแก๊งค์ของกิวที่นั่งอยู่ไม่ไกล รูทกับพัพเป็นสองคนที่เดินเข้ามาหาก่อน “อะไรของมึงไอ้ดอม จะหาเรื่องกันก่อนแข่งหรือไงวะ?”

 

“เพื่อนมึงเสียมารยาทเอง คิดว่าเป็นลูกคนใหญ่คนโตแล้วจะมากร่างได้เหรอวะ ห๊ะ!?”

 

“กูก็ยังมีดีให้กร่าง ไม่ใช่เป็นหมาขี้แพ้แล้วมาหาเรื่องคนอื่น” คนหน้านิ่งพูดเสียงเรียบก่อนผลักอกของดอมเสียจนอีกฝ่ายแทบกระเด็น คำพูดไม่ไว้หน้าต่อธารกำนัลยิ่งทำให้คนเข้ามาหาเรื่องอับอายและโมโหหนักมากขึ้นอีก แต่ก่อนที่จะทันทำอะไรเสียงเรียกรวมตัวเพื่อรอสัญญาณแข่งรอบถัดไปก็ดังขึ้นเสียก่อน นั่นทำให้ดอมต้องละมือจากการหาเรื่องคู่แข่งไว้แต่เพียงเท่านี้ “แล้วมึงกับกูจะได้เห็นดีกันไอ้กิว!” ทิ้งประโยคอาฆาตหมาดร้ายไว้แล้วสะบัดตัวเดินกลับไปยังกลุ่มของตน

 

“กิว... กูว่าวันนี้มึงอย่าลงเลยดีกว่า ไว้อาทิตย์หน้าค่อยแก้มือก็ยังทัน”

 

รูทเดินมาตบบ่าเพื่อนซึ่งยังจ้องไปยังเส้นทางที่ดอมเดินกลับไป อารมณ์ตอนนี้ของกิวคงไม่ค่อยจะดีนักจากการยั่วโมโห และสภาพรถที่ไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่คงไม่มีทางเอาชนะแผนการณ์รวมไปถึงแผนโกงของคู่แข่งได้แน่ ๆ กิวชั่งใจกับสิ่งที่เพื่อนพูดและความต้องการของตนเอง เขาอยากจะได้เงินสำหรับผู้ชนะรอบนี้ไปแบ่งให้กับทุกคนในกลุ่มจะ คนที่มีปัญหาจะได้ไม่ต้องไปรับยาจากคนอื่นมาขายกลับไปเรียนไปทำงานของแต่ละคน แต่จากสภาพการณ์ที่เห็นแล้วทางออกที่ดีที่สุดคือการทำตามที่รูทว่า ชายหนุ่มพยักหน้าแกร่น ๆ ตอบรับไป

 

“เออ อย่าไปฟังมันมาก โทรไปหาน้องพายของกูฟังคำพูดน่ารัก ๆ ก็ได้ไป โอ้ย!”

 

“ใครน้องพายของมึง พูดให้มันถูก ๆ”

 

ฝ่ามืออรหันต์ของพัพฟาดลงกลางกระหม่อมเน้น ๆ ทำเอารูทต้องร้องโอ้ย คนตัวเล็กท่สุดในกลุ่มหันไปเหวี่ยงขาเตะคืนคนหวงน้องที่บังอาจประทุษร้ายเขา “มึงไม่หวงกับไอ้กิวมั้งวะ!? มันจีบน้องมึงแบบเห็น ๆ เลยนะคนนั้นอ่ะ” ไม่วายโบ้ยให้เพื่อนที่คิดจะต้อยเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีต้องรับเคราะห์ไปด้วย

 

พัพมองหน้ากิวที่ยืนมองอยู่ก่อนแล้ว มองไปมองมาสักพักก็ยักไหล่ “มันไม่กะล่อนเหมือนมึง” คำตอบเจ็บแสบเรียกเสียงโอดโอยจากคนที่ได้ฉายาว่ากะล่อนแบบไม่ทันตั้งตัว คุยไปคุยมาสักพักพอให้อารมณ์ดีทั้งกลุ่มก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน คนที่อยากจะลงแข่งก็ลงไป คนที่มาเพื่อให้กำลังใจลูกพี่ใหญ่โดยเฉพาะก็พากันกลับบ้านเมื่อรู้ว่ากิวไม่ได้ลงแข่งด้วย แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าปกติของคืนสุดสัปดาห์จะต้องมาเจอกันเช่นเดิม

 

 

 

 

 

“กลับบ้านดี ๆ นะมึง ขอบใจมากที่มาส่ง”

 

กิวพยักหน้ารับคำรูทผู้วิ่งลันล้าเปิดประตูบ้านเข้าไปอย่างแสนสุขแล้วบิดเร่งเครื่องยนต์ออกตัวตรงสู่บ้านตัวเอง หลังเปลี่ยนโปรแกรมแข่งรถเป็นหมูกะทะชื่อดังก็เฮฮาลากยาวมากได้จนจะตีสองเข้าไปแล้ว ถือว่าดึกว่าปกติสักหน่อย แต่ก็เป็นเวลาดีที่ตนจะได้กลับบ้านเสียที ถ้ากลับไปตอนนี้คงจะได้เข้านอนเลย ไม่ต้องเสียเวลาทำอย่างอื่นที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอีก

 

หากแต่เมื่อรถบิ๊กไบค์คันสวยเฉียดไปที่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่ แสงไปที่ยังคงติดอยู่พอจะทำให้เดาได้ว่าผู้ที่ตนต้องการหลีกเลี่ยงมากที่สุดยังไม่ขึ้นนอน แต่จะให้ไปที่อื่นในช่วงเวลานี้ก็ดูจะเกรงใจเจ้าของบ้านที่เขาจะต้องไปรบกวนอีก ใช้เวลาทำใจอยู่ครู่ใหญ่ ๆ รีโมทอัตโนมัติก็ถูกกดเพื่อส่งคำสั่งให้ประตูบ้านเลื่อนเปิดและปิดเอง ส่วนคนสั่งก็ทำการเก็บรถคู่ใจคันโปรดเข้าโรงรถ คิดสะระตะว่าพรุ่งนี้คงจะต้องเอารถไปทำตัวถังใหม่และซ่อมรอยรั่วที่เกิดขึ้นจากการแข่งคราวก่อนดั่งที่ช่างประจำตัวอย่างรูทเป็นผู้แนะนำ

 

ประตูไม้สักเนื้อดีถูกเปิดด้วยแรงของกิว ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในตัวบ้านก็พบผู้เป็นบิดามารดานั่งหน้าตึงรออยู่ที่โซฟาหลังใหญ่ที่ดูก็รู้ว่าทำมาจากหนังชั้นดีราคาแพงระยับ ต่ำหรับกิวแล้วมันก็แค่โซฟา ที่ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรนอกจากแค่ใช้ประดับบ้านและให้คนเป็นพ่อแม่ใช้นั่งเพื่อยกระดับฐานะตัวเองเท่านั้น

 

“กว่าจะกลับมาได้ แกไม่กลับเช้าเลยล่ะ”

 

คำพูดของผู้เป็นบิดาหยุดฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวผ่านไปอย่างไม่สนใจ กิวเพียงเหลือบมองใบหน้าของพ่อที่อยู่ใต้กรอบแว่นแล้วมองเมินไปอีกทาง เลือกจะออกเดินอีกครั้งแต่คำพูดของพ่อก็เป็นฝ่ายหยุดเขาไว้อีกครั้งเช่นกัน “ฉันพูดกับแกอยู่นะเจ้ากิว”

 

“กะจะกลับเช้าเหมือนกัน แต่เปลี่ยนแผนกระทันหันเลยกลับก่อน ถ้าไม่มีอะไรผมขอตัว”

 

“แกจะต้องทำตัวเหลวแหลกแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่กันกิว ปีนี้แกต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะมาทำตัวเสเพลแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอกนะ” ผู้เป็นพ่อพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ฝ่ายกิวก็เพียงมองหน้าพ่อสลับกับหน้าของแม่ที่นั่งเป็นเหมือนไม้ประดับโดยที่ไม่เอ่ยอะไรแล้วถอนหายใจ

 

“อยากทำอะไรจะทำเอง ไม่ต้องสอน”

 

“เจ้ากิว! นี่พ่อกับแม่เป็นห่วงแกนะ คิดดูให้ดี ๆ ว่าสิ่งที่แกทำถ้าคนเขารู้มันจะเลวร้ายขนาดไหน พวกฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้ามีคนรู้ว่าลูกชายประธานบริษัทชื่อดังเล่นยา ขายยา แล้วยังไปรวมตัวแข่งรถกับแก๊งค์อันธพาลข้างถนนนั่นอีก! แกตอบฉันสิว่าฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!?”

 

คุณการุณย์ตะโกนด้วยความโมโห กิวมองหน้าผู้เป็นบิดาด้วยอารมณ์ที่ครุกรุ่นอยู่ภายใน พูดเหมือนจะเป็นห่วงลูกชายแต่สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เป็นเช่นนี้เสมอตั้งแต่กิวยังเป็นเด็ก ถูกสั่งสอนให้ใช้ชีวิตโดยยึกตระกูลของตนเองเอาไว้เป็นที่มั่น ทำอะไรต้องคิดคำนึงถึงอนาคตของบ้านที่ตนต้องดำเนินรอยตามต่อ ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดตัวนึงของครอบครัวเท่านั้น กิวทำตัวอยู่ในกรอบมานาน นานพอจะทำให้สงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้นคืออะไร ความต้องการของตัวเองอยู่ที่ไหน จนวันนึงเมื่อเปลือกที่ห่อหุ้มมันปริออก กิวจึงเริ่มมองรอบตัวที่มีแต่การใส่หน้ากากเข้าหากัน ครอบครัวที่ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวแต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่เปลือกกลวง ๆ ของสิ่งที่ห่อหุ้มคนสามคนเอาไว้รวมกันเท่านั้น ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ชีวิตที่มีเงินเป็นใหญ่ ชีวิตที่มีทุกอย่างเพรียบพร้อม ทั้งบ้าน เงิน รถ ของใช้ แต่กลับหาสิ่งที่เรียกว่าความรักและความสุขไม่ได้เลย

 

“แกจำไว้เลยนะกิว ถ้าแกต้องล่มจมเพราะแกกับเพื่อนและสิ่งแวดล้อมเลว ๆ ที่แกไปคลุกคลีอยู่ ฉันจะไม่ช่วยแกเลย ไม่มีวันจะไปช่วยแกเลย!!”

 

“คุณพูดจบแล้วหรือยัง ถ้าจบแล้วก็ขอตัว”

 

“เจ้ากิว! / ตากิว!”

 

กิวเดินลิ่วขึ้นบันไดมุ่งตรงสู่โซนส่วนตัวของตนเองโดยที่ไม่สนใจเสียงเรียกของบุพการีทั้งสองคนที่ดังตามมา เขาเบื่อ เขาเหนื่อย เขารังเกียจ อารมณ์ที่ครุกรุ่นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เขาต้องกำมือแน่นข่มอารมณ์ที่พร้อมจะอาละวาดไว้อย่างเต็มที่ ทันทีที่มาถึงห้องนอนซึ่งตกแต่งด้วยสีโมเดิร์นอย่างสีขาว ดำ และเทา ความอัดอั้นทั้งหมดก็ถูกทุ่มลงไปกับผนังที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด

 

ปั่ก!!

 

เสียงอัดกระทบของกำปั้นและฝาผนังหนาเก็บเสียงส่งผลให้ข้อต่อนิ้วเห่อแดงขึ้นมาทันที เกิวเจ็บ แต่ความเจ็บที่ร่างกายมันไม่ช่วยให้ความเจ็บที่จิตใจลดลงเลยแม้แต่น้อย คำพูดของผู้เป็นพ่อที่ดูถูกและตอกย้ำประดังเข้ามาในหัวสมอง ใบหน้านิ่งเฉยของแม่ที่เพียงแค่มองเขากับพ่อด้วยไม่อาจจะพูดอะไรได้ มันทำให้เขาอึดอัดจนแทบอยากจะให้ทุกสิ่งมันหายไป ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวรวมไปถึงตัวของเขาเอง

 

ร่างสูงคว้าผ้าเช็ดตัวในตู้เสื้อผ้าที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดแล้วเดินเข้าห้องน้ำ เขาคาดหวังว่าสายน้ำจะช่วยให้อารมณ์รุนแรงของเขาเย็นลงได้ แต่ยังไม่ทันจะจัดการกับตัวเองดี เสียงเรียกเข้าของเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋ากางเกงพร้อมแรงสั่นเบาไม่เบานักก็ดึงความสนใจของเขาเสียก่อน จากทีแรกที่ตั้งใจจะตัดสายทิ้งเพราะไม่อยากจะลงความหงุดหงิดของตนไว้กับคนที่โทรเข้ามา แต่เมื่อมองชื่อที่ปรากฏบนจอกว้างความคิดทุกอย่างพลันหยุดลง จากที่เคยหงุดหงิด โมโห กดดัน รวมถึงความรู้สึกด้านลบที่ประดังเข้ามาพลันเลือนหายไปทีละนิด ไม่หมดแต่ก็ไม่มากเท่าเดิม

 

“พาย...”

 

กิวกับน้องแลกเบอร์กันเมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อน หลังจากที่เจอคำขู่ไปพอเจอหน้ากันอีกครั้งตอนที่กิวไปรับน้องที่บ้าน เพียงแค่เอ่ยประโยคเดิมที่เคยบอกไปตอนได้คุยกันผ่านเบอร์ของพัพเจ้าตัวก็ฮึดฮัดเล่นตัวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเป็นฝ่ายเอามือถือของเขาไปโทรหาตน เป็นการให้เบอร์และยึดเบอร์เขาไปในที พายอธิบายถึงเหตุผลว่า

 

“มันไม่ยุติธรรม ถ้าพี่กิวมีเบอร์พาย พายก็ต้องมีเบอร์พี่ โทรมาจะได้รู้แล้วไม่รับ”

 

ถึงจะว่าแบบนั้นแต่พอเขาโทรไปหาจริง ๆ ก็เห็นรับอยู่ตลอด เพียงแต่คุยมากหรือคุยน้อยอยู่ที่ความสามารถของกิวเองซึ่งโดยปกติจะคุยกันได้ไม่นานเท่าไหร่นักหรอก แต่ครั้งนี้นับว่าแปลกเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พายเล่นโทรหาก่อน และเป็นในช่วงเวลานี้ด้วย หรือจะเกิดอะไรกับพัพที่แยกตัวกลับไปถึงบ้านก่อนกัน? คิดดังนั้นก็รีบกดรับก่อนที่ปลายสายจะตัดไป

 

“ครับพาย”

 

“พี่กิว พี่พัพอยู่กับพี่กิวหรือเปล่าครับ? พายเห็นว่าดึกมากแล้วแต่พี่พัพยังไม่กลับบ้านเลยโทรถามพี่ดู” 

 

เสียงจากปลายสายฟังดูร้อนใจแต่ก็ไม่ถึงกับตระหนกจนคุมสติไม่อยู่ เท่าที่ฟังจากพัพมา ที่บ้านของพัพมีกันอยู่แค่สามคนคือแม่ พัพ และพาย พี่น้องทั้งสองคนเลยสนิทกันมาก กิวจึงไม่แปลกใจที่เห็นน้องเป็นห่วงพี่ชายของตนขนาดนี้ ออกจะอิจฉาอยู่ลึก ๆ เสียด้วยที่ครอบครัวของเพื่อนดูจะรักกันดี ช่างแตกต่างกับของเขา

 

“ได้ลองโทรหาหรือยัง?”

 

“โทรแล้วครับ แต่พี่พัพไม่รับสายเลย โทรหาพี่รูทพี่รูทก็บอกว่ากลับมาแล้วเหมือนกัน” 

 

“พี่แยกกันประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน คงใกล้ถึงแล้ว พออีกหน่อยแล้วกัน”

 

เสียงน้องตอบว่าอืมกลับมาจากอีกฝั่งแล้วเงียบไป ฝ่ายกิวก็เงียบไป ปกติเขาไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว การจะต่อประโยคสนทนาก่อนจึ้งเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร “แล้ว... วันนี้เป็นไงบ้าง” สุดท้ายก็เอ่ยถามคำถามเบสิคตลก ๆ ออกมา

 

“พี่ถามถึงวันไหนล่ะ? หมายถึงวันนี้ของเมื่อวานหรือวันนี้ของวันนี้?” 

 

ตอบเองน้องก็หัวเราะเอง ก็ยังดีวะที่คำถามปัญญาอ่อนมันทำให้นเองหัวเราะได้

 

“วันนี้ของเมื่อวาน”

 

“ก็ดีนะ ทำงานกลุ่กัน เพื่อนโคตรกวนตีนพายเลยแบกกลับมาบ้านเอง ตั้งใจจะให้ตัวโตช่วย แต่แม่กลับมาไงเลยทำขนมก่อน” 

 

กิวพยักหน้ากับตัวเองขณะฟังเรื่องที่น้องเล่า จากที่ตั้งใจจะเดินเข้าห้องน้ำพลันทรุดตัวลงนั่งเท้าแขนแทนหมอนบนเตียง ไม่ยอมปล่อยให้เวลาที่ได้คุยกับคนที่ตัวเองชอบอยู่ต้องสูญเปล่า พอฟังคำพูดของพายจบก็เอ่ยเย้า “ทำแล้วกินได้ดิ?”

 

“โหย... อย่ามาดูถูกนะ นี่พิศลย์ วิรุฬธนกิจนะครับคุณ ลูกคุณม๊าอรอนงค์ ไม่มีทางไม่อร่อย” 

 

“พูดแบบนี้ต้องเอามาให้ชิมแล้ว ไม่อร่อยคิดค่าปรับ”

 

“อะไรอ่ะ งั้นถ้าอร่อยพายก็คิดค่าปรับจากพี่ได้ใช่ป่ะ?” 

 

“ไม่ต้องปรับก็ให้ป่ะวะ?”

 

“ให้อะไร อย่ามาเล่นมุกว่าให้ใจ โคตรเสี่ยว โคตรแก่ เอามุกนี้ไปจีบสาวไม่ผ่านนะครับคุณ” พายว่าแล้วหัวเราะเอิ้กอ้ากกับคำพูดของตนเอง ดูท่าว่าการต่อปากต่อคำของน้องกับกิวจะเพิ่มสกิลมากขึ้นจากหลาย ๆ ครั้งที่เคยคุยกัน

 

“งั้นเอาไว้จีบพายได้มั้ยล่ะ?”  

 

“.....นี่พี่ยังไม่เลิกล้อเล่นอีกเหรอเนี่ย บ้าไปละ พายเป็นผู้ชายนะผู้ชาย” 

 

เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เขาทิ้งมาดคนหน้านิ่งมายิงมุกใส่น้องผ่านทางโทรศัพท์ ไอ้ครั้นจะให้พูดตรง ๆ เขาพูดได้อยู่หรอก แต่ไอ้การมายิงมุกปัญญาอ่อนเสี่ยวโคตรแบบนี้ต่อหน้าเขาทำไม่ได้จริง ๆ  และทุกครั้งที่เขาตอบกลับไปแนวนี้น้องก็จะตอบกลับมาด้วยประโยคย้ำ ๆ ว่าตัวเองเป็นผู้ชาย

 

“ผู้หญิงคงไม่แบนขนาดนี้หรอก”

 

“รู้แล้วก็เลิกเล่นดิ๊ หยอดไปก็ไม่อายหรอกนะ ขนลุกซู่ ๆ แทน” 

 

กิวหัวเราะกับถ้อยคำน่ารักสมวัยแล้วเงียบไป ต่างฝ่ายต่างเงียบ ไม่ทันรู้ตัวมุมปากก็มีรอยยิ้มจาง ๆ ยิ้มค้างไว้ เขารู้สึกมีความสุขแบบอธิบายไม่ได้ทุกครั้งเวลาที่ได้ทำอะไรสักอย่างร่วมกันกับคนคนนี้ ไม่นึกไม่ฝันว่าคนที่ทำให้ตนยิ้มได้แม้แค่การคุยโทรศัพท์จะเป็นเด็กผู้ชายที่เด็กกว่าตัวเองสองปีและยังมีศักดิ์เป็นน้องชายแท้ ๆ ของเพื่อนตัวเองด้วย แต่ก็อย่างว่า เรื่องแบบนี้มันไม่เข้าใครออกใคร บทจะมามันก็เข้ามาหาเองแบบไม่มีเหตุผล  

 

“อ้ะ! ได้ยินเสียงรถพี่พัพแล้ว คงกลับมาแล้วแหละ แค่นี้นะพี่กิว” เงียบกันได้สักพักน้องก็เอ่ยขึ้นมา เสียงมอเตอร์ไซค์ที่ได้ยินจากที่ไกล ๆ และเสียงหมาเห่าเบา ๆ ตามลมลอยเข้ามาในหูโทรศัพท์ กิวเออออให้กับคำพูดน้อง และรู้สึกอยากจะเย้าอีกสักรอบก่อนที่น้องจะวางสาย 

 

“โทรมาเหมือนให้ความหวัง แต่พอพี่ชายกลับมาก็ทิ้งเหรอ? คนอะไรวะโคตรใจร้าย”

 

แต่ดูเหมือนคำที่พูดกรอกไปปลายสายจะไม่ได้ยินเพราะกิวได้ยินเสียงพายเรียกชื่อพี่ดังลั่นก่อนร่ายยาวคำบ่นมาอีกประมาณหนึ่งคัมภีร์ อดสงสารพัพไม่ได้ ไม่รู้ว่านี่มีน้องกับแม่อย่างละคนหรือมีแม่ทีเดียวสองคนแบบนี้ กิวกดวางสายด้วยตัวเอง ก่อนจะคว้าผ้าขนหนูตั้งใจจะชำระร่างกายอีกครั้งแล้วกลับมานอนพักผ่อน พลันเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกรอบ เมื่อเห็นเบอร์เป็นเบอร์เดิมกิวก็เลิกคิ้วด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่ามีอะไรอีกน้องถึงได้โทรมา

 

“กดผิดหรือเปล่า?”

 

“เปล่า ๆ แค่โทรมาบอกไม่ให้เข้าใจผิด”

 

คำพูดกำกวมของน้องทำเอาเครื่องหมายคำถามลอยขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด กิวตอบอืมไปด้วยความสงสัยว่าน้องพูดถึงเรื่องอะไร

                    

“พายไม่ใช่พวกชอบให้ความหวังแต่พายชอบให้โอกาส” 

 

“.....?”             

 

แล้วคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่น้องจะชิงรีบวางสายไปทำให้กิวต้องอมยิ้มอีกครั้ง เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน กิวรู้สึกว่าวันทั้งวันที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่วันนี้ของกิวก็จบลงด้วยเรื่องราวดี ๆ และเริ่มต้นด้วยเรื่องราวดี ๆ เช่นกัน

                                       

 

 

“พายให้โอกาสพี่กิวชอบพายแล้ว พี่กิวเปลี่ยนใจพายให้ได้แล้วกัน แค่นี้แหละ!”




To be continue
 
 

 ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■

 
พี่กิวคนฮอตมาต่อแล้วจ้า
 
น้องพายบทเยอะและ ทำให้บทน้อยหน่อยคงไม่เป็นไร 5555555555555
แต่น้องนี่ก็ให้ความหวังเขาจริงๆนั่นแหละ ให้โอกาสอะไรกัน พวกเธอเจอกันแป๊บเดียวเองนะ!
นี่แหละค่ะที่เขาบอกว่าน้ำเซาะหินทุกวันกินมันยังหร่อนย พี่กิวเซาะน้องพายทุกวันน้องพายก็กร่อนเหมือนกัน กริ้ววววว
 
ขอบคุณที่ตามอ่านกันมาตลอดค่ะ

Comment

Comment:

Tweet